อาหารนาโน (nanofood )

สุภาพ ชูพันธ์

อาหารถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเรา แล้วนาโนเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีคนพูดถึงกัน มากนี้ มีผลกระทบอย่างไรบ้างต่ออาหาร เรามาดูด้วยกันครับ

ถ้านำคำนาโนมารวมกับคำว่าอาหาร (ตามที่นิยมทำกัน เหมือนกับชื่อคอลัมน์นี้ ที่เอาคำว่านาโน มารวมกับคำว่าสาระ) เราจะได้ คำว่า อาหารนาโน (nanofood) ซึ่งอาหารนาโนนี้มีความหมายกว้างๆว่าคือ อาหารที่ผลิตขึ้นโดยใช้นาโนเทคโลยี ที่รวมถึง การนำอนุภาคนาโน เทคนิคทางนาโนเทคโนโลยีหรือเครื่องมือทางนาโนเทคโนโลยี มาใช้ในการเพาะปลูก การผลิต การแปรรูป หรือการบรรจุ แต่ไม่มีความหมายรวมถึงการดัดแปลงอาหาร หรือการผลิตอาหารโดยการใช้เครื่องกลนาโน

นาโนเทคโนโลยีมีผลกระทบต่ออาหาร มากมายมหาศาล เช่น การปรับปรุงอาหารให้ดีขึ้นในด้านการแปรรูป การบรรจุ ความ ปลอดภัย การเพิ่ม รสชาติอาหาร โภชนาการอาหาร อาหารฉลาดที่มีส่วนผสมของยาและอาหารเสริม การเพิ่มกำลังการผลิต และการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งการเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียวก็ดูจะเป็นประโยชน์แก่โลกมากมาย ในเมื่อคำนึงถึงว่ายัง มีผู้อดอยากอยู่ในโลกนี้อีกหลายพันคนในแต่ละวัน

ในช่วงหลายปีมานี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น บริษัท Nestle, Altria, H.J. Heinz, Unilever ในอุตสาหกรรมอาหารได้ลงทุนหลาย สิบล้านบาทในการวิจัยและพัฒนาทางด้านนาโนเทคโนโลยี แต่อาจจะแปลกใจที่ เรามักไม่ค่อยได้ยินข่าวผลิตภัณฑ์เกี่ยว ข้องกับ อาหารนาโน สาเหตุเนื่องมาจากบริษัทยังกังวลอยู่กับเรื่องความปลอดภัยและระเบียบข้อบังคับ ที่ยังไม่ชัดเจน แต่ว่า งานวิจัยทางด้านนาโนเทคโนโลยีนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเงียบๆ เงียบขนาดที่ว่าเมื่อเราเข้าไปค้นหา คำว่า nano หรือ nanotechnology ในเว็บไซด์ของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ เราจะได้ผลการค้นหาที่ไม่พบคำเหล่านี้เลย

งานวิจัยและพัฒนา ทางด้านอาหารนาโนที่น่าสนใจมีตัวอย่างดังนี้ บริษัท Kraft Foods เป็นผู้นำในด้านการวิจัย โดยมีผลิตภัณฑ์ ที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคตคือ เครื่องดื่มที่สามารถเปลี่ยนสีและรสชาติ รวมถึง อาหารที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการ โภชนาการของผู้บริโภคแต่ละบุคคลหรือปรับเปลี่ยนตามข้อจำกัดของบุคคลที่เป็นโรคภูมิแพ้

ในออสเตรเลีย มีการวิจัยเกี่ยวกับการนำวัสดุห่อหุ้มนาโน มาหุ้มสารโอเมก้า-3 แล้วผสมลงในขนมปัง ทำให้ขนมปังไม่มีกลิ่น เหม็นคาวปลา ทำให้ได้คุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น

บริษัท NutraLease บริษัทที่เริ่มก่อตั้งจาก Hebrew University of Jerusalem ในอิสราเอล ได้พัฒนาตัวนำส่งสารอาหาร (nutraceuticals) เข้าไปในในระบบอาหาร โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า nano-sized self-assembled structure liquids (NSSL) ทำให้สามารถนำส่งสารประกอบที่ปกติไม่ละลายในอาหารผสมลงไปในอาหารได้หรือแม้กระทั่งผสมลงไปในยาหรือเครื่องสำอางค์ ซึ่งได้มีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในน้ำมันแคนโนลาที่บริโภคแล้วมีสมบัติทำให้สุขภาพดีกว่าน้ำมันแคนโนลาธรรมดา ซึ่งน้ำมันนี้มีจำหน่ายในอิสราเอลแล้ว

มหาวิทยาลัย Tamil Nadu ในอินเดียและ Monterrey Tech ในเม็กซิโก ได้ทำงานวิจัยเพื่อพัฒนา ยาฆ่าวัชพืชในระดับนาโนที่ ไม่เป็นพิษต่อคน โดยพยายามหาวิธีที่จะเคลือบเมล็ดวัชพืชแล้วป้องกันไม่ให้เมล็ดวัชพืชงอกออกมาเป็นต้นได้

งานวิจัยทางด้านนาโนเทคโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร มีมูลค่ามหาศาล ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่า มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท เมื่อเดือน สิงหาคมปีที่แล้ว และจะมีมูลค่าถึง 200 , 000 ล้านบาทในปี 2012 แต่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ การบรรจุอาหารน่าจะได้รับอานิสงฆ์ จากนาโนเทคโนโลยีมากกว่าด้านอื่น มีบริษัทผลิตวัสดุโดยใช้นาโนเทคโลยี ที่ทำให้ยืดอายุอาหารและมีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์ฉลาด (smart packaging) ที่ทำให้อาหารปลอดภัยมากขึ้น คุณภาพดีขึ้นและมีคุณภาพดีที่สุดในช่วงเวลาวาง จำหน่าย บรรจุภัณฑ์นาโนนี้ จะสามารถบอกได้ว่าอาหารมีการปนเปื้อนหรือไม่ สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวด ล้อมได้ สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ถ้าเกิดมีรูหรือการฉีกขาด และที่น่าสนใจมากคือ สามารถต้านเชื้อโรคได้ นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์นาโน ยังสามารถดูดออกซิเจน สามารถตรวจหาเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร และเตือนให้ผู้บริโภคทราบ ซึ่งบรรจุภัณฑ์ที่สามรถตรวจเชื้อ salmonella และ e. coli คาดว่าจะมีจำหน่ายภายในสองสามปีข้างหน้านี้ ซึ่งทางสหรัฐอเมริกา ให้ความสนใจมากเพราะมีประโยชน์มากในการป้องการการก่อการร้าย ที่จะทำการใส่เชื้อโรคในแหล่งอาหาร

ในเนเธอร์แลนด์ ได้ทดลองวิจัยก้าวหน้าไปกว่านั้นอีก นอกจากจะมีวิธีตรวจพบว่าอาหารเสียหรือไม่ แต่วิจัยหาวิธีทำให้บรรจุภัณฑ์ นาโนปล่อยสารรักษาความสดของอาหารไว้ด้วย ทำให้เก็บอาหารไว้ได้นานมากขึ้น

ยังมีการวิจัยเกี่ยวกับวัสดุผสมนาโนด้วย โดยนำมาใช้ในขวดพลาสติกที่ใส่เบียร์ เพื่อช่วยให้เก็บเบียร์ได้นานขึ้น และทำให้ พลาสติกนี้มีคุณสมบัติแตกได้ยาก การใส่วัสดุนาโนในพลาสติกนี้ทำให้ป้องกันการแพร่ออกไปของออกซิเจน ทำให้เก็บเบียร์ ไว้ได้นานถึงหกเดือน ขณะนี้กำลังทำการวิจัยเพื่อเก็บให้ได้ถึงสิบแปดเดือน ซึ่ง บริษัท Hite Brewery ของเกาหลีใต้ และ Miller Brewing Company ของสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้แล้ว

ในส่วนของผู้บริโภค เราควรจะรับมือกับเทคโนโลยีนี้อย่างไร มีนักกิจกรรม (activist) และองค์กรอิสระในต่างประเทศได้พยายาม ต่อสู้ให้มีการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค ให้มีระเบียบข้อบังคับควบคุมที่ชัดเจน และให้มีการติดฉลากบอกผู้บริโภคว่าเป็นอาหารนาโน และใช้นาโนเทคโนโลยีในขั้นตอนใด เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภค รวมทั้งให้มีการทดสอบความปลอดภัยก่อนออกวางจำหน่าย

จะเห็นว่านาโนเทคโนโลยีกำลังคืบคลานเข้าไปในทุกภาคส่วน เราคงต้องช่วยกันจับตามองดูให้ใกล้ชิดแล้วครับ

เอกสารอ้างอิง

[ 1 ] “Nanotechnology food coming to a fridge near you”, published by Nanowerk LLC (2007), http://www.nanowerk.com/spotlight/spotid=1360.php