กลิ้งไว้ก่อน ธรรมชาติสอนไว้
สมศร สิงขรัตน์
หลายคนเมื่อมีโอกาสได้อยู่ใกล้ต้นบอนสี ซึ่งเป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกกันทั่วไป เช่น สาวน้อยประแป้ง หรือ ถุงเงิน-ถุงทอง ฯลฯ มักอดไม่ได้ที่จะนึกสนุกทำหยดน้ำกลิ้งบนใบบอนเล่น ในใจก็จะรู้สึกทึ่งไปด้วยว่าทำไมหยดน้ำประมาณขนาดเม็ดถั่วเหลืองบนใบบอน จึงเกือบกลมได้ถึงขนาดนั้น ไม่เห็นเหมือนกับหยดน้ำบนใบมะม่วงเลย ปรากฏการณ์นี้พบเห็นได้บนใบบัวเช่นกัน ฝรั่งรู้จักบัวมากกว่า บอนกระมัง เลยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Lotus effect โดยเชื่อกันว่าเป็นพรสวรรค์ที่ธรรมชาติให้มาเป็นการเฉพาะเพื่อที่ผิวใบของ พืชประเภทนี้จะกลับสะอาดขึ้นมาใหม่ได้เพียงแต่ฝนตกใส่ (ไม่ต้องพึ่งเด็กปั๊มคอยเช็ดให้) เพราะเมื่อหยดน้ำฝนกลิ้ง (ไม่ใช่ไถล) ผ่านไปก็จะนำเม็ดฝุ่นผงติดไปด้วย (รูปที่1) แต่ใบไม้อีกหลายๆ ชนิดก็ไม่ได้มีคุณสมบัตินี้ มันต่างกันตรงไหน ?

รูปที่ 1 การ กลิ้ง ของหยดน้ำจะช่วยทำให้ใบสะอาดขึ้น สามารถรับ พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้เต็มที่(โปรดดูรูปสี
ที่หน้า 28)
วัสดุสังเคราะห์ ใกล้ๆตัวที่มีอาการเกลียดน้ำ (hydrophobic) อย่างชัดเจน ก็ได้แก่ ถุงพลาสติกใสใส่อาหาร หรือ กระดาษไข ( wax paper) ที่ใช้รองก้นถาดทำขนม ซึ่งหยดน้ำก็เคลื่อนที่ได้คล่องบนผิวของวัสดุทั้งสองแต่รูปทรงของหยดน้ำกลับแตกต่างจาก กรณีของใบบัว มาก ดรรชนีชี้วัดความแตกต่างตัวหนึ่ง คือค่า contact angle
(รูปที่ 2)ซึ่งจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของตัวกลางที่ เกี่ยวข้องดัง สมการต่อไปนี้
(1)

รูปที่ 2 แผนภาพแสดงการคิดค่า contact angle ผิวใดที่มีค่า 
มากกว่า 150 องศา ถือว่ามีคุณสมบัติซูเปอร์เกลียดน้ำ
(superhydrophobic)
เมื่อ
คือ ค่าความตึงผิว (พลังงานต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่) ตรงผิวรอยต่อระหว่างตัวกลางของแข็ง (S) กับแก๊ส (G) ,ของแข็งกับของเหลว (L) และของเหลวกับแก๊ส ตามลำดับ ซึ่งเป็นสมการที่คิดไว้ให้โดยนักฟิสิกส์ยอดอัจฉริยะ Thomas Young (คศ. 1773 1829) ตั้งแต่เมื่อปี คศ. 1805 แต่เป็นเฉพาะกรณีวัตถุผิวเรียบและสภาพเคมีของผิวมีความสม่ำเสมอเท่านั้น มุม
ยิ่งเข้าใกล้ 180 องศามากเท่าใด หยดน้ำก็ยิ่งกลมมากขึ้นเท่านั้นสาเหตุของคุณลักษณะเกลียดน้ำ เช่นที่กล่าวถึงอยู่ใน เรื่องเด่นประจำฉบับ (หน้า 6) อาจเป็นในทำนองเดียวกับกรณีกระดาษไขแต่ธรรมชาติยังรังสรรค์ให้ใบบัวมีลูกเล่นพิเศษชนิด ที่รู้แล้วจะต้องทึ่งผู้ริเริ่มนำความอัศจรรย์ของน้ำกลิ้งบนใบบัวมาศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เป็นคนแรกๆ คือ ศาสตราจารย์ W. Barthlott กับ C. Neinhuis สองนักพฤกษศาสตร์แห่ง University of Bonn ประเทศเยอรมันนี (คศ. 1997) หลังจากนั้นก็มีผู้สนใจตาม มาอีกมากมาย เพราะกลายเป็นมีศักยภาพเชิงประยุกต์ที่น่าสนใจ จากการส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอนพบว่าผิวของใบบัวที่มีคุณสมบัติเกลียดน้ำระดับหนึ่งอยู่แล้ว ยังมีลักษณะเป็นปุ่มปมดังแสดงในรูปที่ 3 ด้วย สภาพความเป็นปุ่มปมนี้เองที่เกิดผลปรากฏดังแสดงในรูปที่ 4 ซึ่งทำให้ความเกลียดน้ำถูกขยายผลเพิ่มขึ้น ตามสมการ
(2)
จากกฎของ A.B.D Cassie (คศ. 1944) โดย
คือ อัตราส่วนของพื้นที่ระหว่างของแข็งกับของเหลวตรงบริเวณรอยต่อและ
คือค่า contact angle ตามสมการของ Young (สมการที่ 1)
โดยปกติ
มีค่าน้อยกว่า 1 ดังนั้น
จึงย่อมมีค่ามากกว่า 

รูปที่ 3 ภาพถ่ายขยายผิวใบบัวด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
แบบ SEM จะเห็นว่ามีปุ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ
10 ไมครอน (0.01 มม.) กระจายอยู่ทั่วไป บนปุ่มยังมีขน
ขนาดประมาณ 1 ไมครอนอีกด้วย

รูปที่ 4 ลักษณะของหยดน้ำบนผิวเกลียดน้ำที่ไม่เรียบ
จากความรู้ที่ธรรมชาติให้มานี้ มีผู้พยายามนำไปสร้างผิวสังเคราะห์ที่สามารถสะอาดได้เอง(self-cleaning) โดยเพียงแต่ถูกสัมผัส ด้วยฝอยละอองน้ำ ดังแสดงในรูปที่ 5 เช่น คณะนักวิจัยญี่ปุ่นที่ Research Center for Advanced Science and Technology ของ University of Tokyo นำโดย Kazuhito Hashimoto (คศ. 2000) ใช้วิธีเคลือบผิวกระจกใสด้วยฟิล์มบาง boehmite TiO2 ซึ่งยังคงสภาพความโปร่งแสง แต่มีคุณสมบัติซูเปอร์เกลียดน้ำเพิ่มเข้ามา ที่สามารถคงทนสภาพอยู่ได้นาน แม้นำไปใช้ภายนอก อาคาร ส่วนบริษัทเคมีภัณฑ์ BASF ของเยอรมันคิดจะทำออกมาเป็นเหมือนสีสเปรย์ สามารถฉีดพ่นลงบนผิวของวัสดุได้ แทบทุกชนิด เช่น กระดาษ, หนัง, สิ่งทอ, อิฐ, ไม้ ฯลฯ ซึ่งเมื่อแห้งจะทิ้งคราบโครงสร้างปุ่มปมบนผิวนั้นด้วย ทำให้มีคุณสมบัติของ lotus effect ที่สมบูรณ์และสามารถอยู่ได้ทนเป็นปีจนกว่าจะต้องสเปรย์ซ้ำ อย่างนี้แล้วทำให้ผมเกิดความหวังว่าคง ได้มีโอกาสใส่รองเท้าหนังที่ไม่ต้องขัดในอนาคตอันไม่ไกลนัก ไม่ชอบเวลาที่ต้องล้างคราบยาขัดรองเท้าออกจากมือเลย

รูปที่ 5 การที่ผิวมีสภาพเป็นปุ่มปมที่มีขนทำให้ผิวสัมผัสของฝุ่น
กับวัตถุน้อยลงมาก (โดยปกติฝุ่นจะมีขนาดใหญ่กว่าปุ่ม
ความยาวของ เส้นสีขาวเทียบเท่ากับ 50 ไมครอน)
เมื่อมีหยดน้ำ กลิ้งมาทับก็รักที่จะไปเกาะอยู่กับหยดน้ำ
แทน ดังแสดงในรูปวาดขวามือ ต่างกับกรณีรูปวาดซ้ายมือ
ที่หยดน้ำไม่กลม ก็จะไม่สามารถช่วยทำความสะอาดผิวได้