สอนฟิสิกส์ไปเพื่ออะไร? (The Question of Faith in Teaching Physics )
พรรัตน์ วัฒนกสิวิชช์
ฉบับนี้ขอเขียนเนื้อหาที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองการสอนฟิสิกส์ ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับประสบการณ์การสอนฟิสิกส์ จากมาร์ค เวลเลย์ ( Mark Whalley) ครูสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาต้นท ี่ประเทศอังกฤษ มาร์คจบปริญญาเอกด้านฟิสิกส์อนุภาคและเคยทำวิจัยที่ CERN สามปี ก่อนที่จะตัดสินใจมาเป็นครู มาร์คเล่าถึงชีวิตครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมต้นในประเทศอังกฤษ ที่ดูจะคล้าย ๆ กับครูวิทย์ไทยที่ต้องสอนได้หลากหลายวิชา อย่างเช่นเขาเคยสอนวิชาชีววิทยามาแล้ว แม้ว่าเขาจะจบเอกฟิสิกส์ ในเส้นทางอาชีพครู มาร์คประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงปี 2003 เมื่อลูกศิษย์ของเขาเข้ารอบสุดท้ายการแข่งขันฟิสิกส์ระดับประเทศ แต่จากนั้นไม่นานหลายสิ่งเริ่มสั่นคลอนความมั่นใจ และศรัทธาของมาร์คต่อการสอนฟิสิกส์
มาร์คเล่าว่าในปัจจุบันเนื้อหาวิชาฟิสิกส์ในหลักสูตรของประเทศอังกฤษแตกต่าง จากสมัยที่เขาเรียน (ประมาณยี่สิบกว่าปีก่อน) มากๆ เขาสอนฟิสิกส์ที่แทบจะไม่ใช้คณิตศาสตร์ แต่เน้นการใช้ทักษะการค้นคว้าหรือการทดลองมากกว่า ทั้งนี้เขาต้องปรับปรุงวิธีการสอนฟิสิกส์ให้น่าสนใจ น่าเรียนมากกว่าสมัยก่อน เนื่องมาจากจำนวนนักเรียนที่เลือกเรียนฟิสิกส์ ลดลง แต่ความพยายามเหล่านี้ก็ดูจะไร้ผล ปัจจัยเหล่านี้ล้วนบันทอนความเชื่อมั่นและศรัทธาในการสอนฟิสิกส์ของเขา มาร์คสับสนและเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่าสอนฟิสิกส์ไปเพื่ออะไร? สิ่งที่เขาสอนมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน? และในหลายๆ ครั้งเขาคิดว่าเขาสอนแค่ให้นักเรียนได้คะแนนสอบมากที่สุด เพื่อโรงเรียนของเขาจะได้บรรลุเป้าหมาย
Often I think I teach just to ensure that my pupils get the best exam grades so that my school meets its target.
หลายครั้งผมคิดว่าผมสอนให้นักเรียนได้คะแนนสอบมากที่สุด เพื่อโรงเรียนของผมจะได้บรรลุเป้าหมาย
อ่านมาถึงตรงนี้ผู้อ่านโดยเฉพาะครูฟิสิกส์ทั้งหลายอย่าเพิ่งถอดใจไปก่อนนะค่ะ มาร์คเล่าต่อว่าการที่คิดแค่ว่าสอนเพื่อให้นักเรียน ได้คะแนนมากที่สุด มันทำให้ชีวิตการเป็นครูของเขาเริ่มเหี่ยวเฉาและเขาก็รู้สึกว่ามุมมองนี้ไม่เป็นผลดีต่อการเป็นครูเลย เขาเริ่มเปลี่ยนมุมมองและคิดว่าทำเช่นไรจะสอนให้นักเรียนของเขาเข้าใจฟิสิกส์ อย่างเช่น ในเวลาเก้าปีเขาสอนกฎของโอห์ม V = IR มาเป็นร้อยๆครั้ง เขาเริ่มคิดและค้นหาเทคนิคและวิธีใหม่ๆ ที่จะอธิบายหลักการนี้จากการอ่านงานวิจัยทางด้านฟิสิกส์ศึกษา และสังเกตว่านักเรียนทำความเข้าใจหรือมีความเข้าใจหลักการนี้อย่างไร มุมมองต่อการสอนฟิสิกส์ที่เปลี่ยนไปนี้ ทำให้เขาไขว่คว้า หาความรู้เพิ่มเติมและลองสอนด้วยวิธีใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขากลับมามีความสุขกับการสอนฟิสิกส์และพอใจที่นักเรียนของ เขามีความเข้าใจฟิสิกส์ที่ถูกต้องจากการสอนของเขา อย่างที่มาร์คเขียนไว้ในตอนหนึ่งของบทความว่า
Very little beats the satisfaction I derive when I get a class of 11 year olds to appreciate that current is not used up in the circuits ...
ความพอใจเล็กๆ ของผมได้มาจาก ตอนที่ผมทำให้นักเรียนวัย 11 ขวบ ตระหนักว่ากระแสไฟฟ้าไม่ได้ ถูกใช้ไป ในวงจร
ผู้เขียนเชื่อว่านอกจากมาร์ค ครูหรืออาจารย์ฟิสิกส์หลายท่านอาจจะเคยหรือกำลังประสบวิกฤตศรัทธาในวิชาชีพครูอยู่ ตัวผู้เขียนเอง ก็เคยประสบกับวิกฤตนี้ตอนที่เป็นนักศึกษาช่วยสอน และได้เคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ที่เป็นนักศึกษาช่วยสอนเช่นกัน และอาจารย์ที่สอนสัมมนาการสอนสำหรับนักศึกษาช่วยสอน อาจารย์ให้คำแนะนำที่ดีมากๆ และผู้เขียนยึดถือเป็นหลักการคิดมาจน ทุกวันนี้ อาจารย์แนะนำว่าก่อนอื่นต้องทำใจยอมรับว่านักเรียนในห้องเรียนฟิสิกส์ของเราไม่ใช่ตัวเรา เพราะฉะนั้นเขามีวิธีคิด และความสนใจที่แตกต่างจากเรา นั่นหมายถึงนักเรียนเหล่านั้นอาจจะไม่ชอบฟิสิกส์เลยก็เป็นได้ แต่หน้าที่ของเราที่สอนฟิสิกส์ จะต้องทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของฟิสิกส์ อย่างน้อยก็ต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือในบางสาขาวิชาให้เขาเห็นถึง ความสำคัญของฟิสิกส์ต่อวิชาชีพของเขา ดังนั้นคำถามที่ว่าสอนฟิสิกส์ไปเพื่ออะไรนั้น? ไม่ใช่เฉพาะเราผู้สอนที่จะต้องตอบคำถามนี้ แต่เราจะต้องทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงคำตอบของคำถามนี้ในแง่ที่ว่า เขาเรียนฟิสิกส์ไปเพื่ออะไร? ซึ่งต้องอาศัยความพยายาม และการเรียนรู้ของผู้สอนในการที่จะปรับปรุงและพัฒนาการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเห็นถึงความสำคัญของฟิสิกส์ต่อชีวิตของเขา ไม่ใช่เรียนฟิสิกส์เพื่อแค่ให้สอบผ่าน เมื่อถึงจุดนั้นเราเองก็ได้ตอบคำถามแล้วว่า เราสอนฟิสิกส์ไปเพื่ออะไร
ที่มา:
Lateral Thoughts: The truth about teaching, M. Whalley, Phys. World, 52 (February2006).