|
เหลี่ยมเพชรเม็ดงามวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า : ตอนที่ 3 พลังงานไฟฟ้า ( 1 ) ชาญกิจ คันฉ่อง พลังงานอยู่ที่ไหน ? อาจกล่าวว่าจักรวาลตามฟิสิกส์แบบฉบับประกอบด้วยวัสดุ 3 ชนิด คือ อวกาศ-เวลา, อนุภาค , และ แรง พลังงานอาศัยอยู่ในวัสดุ ใดใน 3 ชนิดนี้ คำตอบ คือ ทั้งหมดเลย ! และแลกเปลี่ยนไปมาได้ ! ในบทความนี้จะสำรวจ concept พลังงานในวิชาไฟฟ้าสถิต พิจารณาจุดประจุ
โดยที่สนามไฟฟ้ามีรูป ตามกฎของคูลอมบ์ กล่าวคือ
และ
พิ จารณาอินทิกรัลตามเส้นของสมการ ( 1 ) โดยใช้เส้นทางการเคลื่อนที่ ( ก ) จากขวาสุดของ ( 1 ) จะได้ปริมาณ พลังงานจลน์
( ข ) จากตรงกลางของ ( 1 ) จะได้ปริมาณ งาน ( work )
(ค) จากซ้ายสุดของ ( 1 ) จะได้ปริมาณ พลังงานศักย์
โดยที่ในบรรทัดที่สองของ (4) แสดงรูปของพลังงานศักย์ และบรรทัดที่สาม แสดงรูปของ พลังงานสนามไฟฟ้า โดยมี เมื่อเขียนรวมสมการ ( 2 )-( 4 ) จะได้ สมการพลังงาน ดังนี้
จะเห็นว่าสมการกฎการเคลื่อนที่ ( 1 ) กับสมการพลังงาน ( 5 ) มีโครงสร้างสมนัยกัน กล่าวคือ อัตราการเปลี่ยนโมเมนตัม สมนัยกับ พลังงานจลน์, แรง สมนัยกับ งาน, และ สนาม สมนัยกับ พลังงานศักย์หรือพลังงานสนาม แสดงดังแผนผัง ( 6 ) กับ ( 7 ) ต่อไปนี้ สนาม เรามี 2 กระบวนทัศน์ (กรอบความคิด) ในการมองสมการพลังงาน ( 5 ) และแผนผัง ( 7 ) ดังนี้ I. กระบวนทัศน์แบบวิชากลศาสตร์ จากบรรทัดที่หนึ่งและสองของสมการ ( 5 ) ทำให้ได้ว่าพลังงานศักย์เท่ากับงาน ในการนำอนุภาควัตถุ (มีมวล) จากตำแหน่งอนันต์มาจัดวางที่ตำแหน่งต่างๆ ทำให้มีมุมมองว่าพลังงานศักย์เก็บสะสม ( stored ) อยู่ในการติดตั้งจัดวางวัตถุที่ประกอบกันเป็นระบบ เช่น เขื่อนกั้นน้ำ ก็เป็นการจัดสร้างหรือจัดวางวัตถุในระบบ ให้พลังงานศักย์สามารถ -> “ ทำงานผลักดัน ” -> ความเคลื่อนไหวหรือพลังงานจลน์ที่เอาไปใช้งานขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ เราจึงเรียกปริมาณที่เชื่อมโยงระหว่างพลังงานศักย์กับพลังงานจลน์ว่า งาน อนึ่ง เครื่องกำเนิดพลังงานก็เปรียบเสมือนกับเป็น “ ก๊อกของพลังงาน ” ซึ่งเป็นการสร้างระบบที่สามารถควบคุมพลังงานศักย์ให้ปลดปล่อยพลังงานจลน์ออกมาได้เรื่อยๆ อย่างเป็นอัตโนมัติ แล้วนำความเคลื่อนไหวนี้ไปทำการผลิตสร้างงานอุตสาหกรรม II. กระบวนทัศน์แบบทฤษฎีสนาม ในทฤษฎีสนาม มองว่าอันตรกิริยาระหว่างอนุภาคไม่ใช่การกระทำบัดดลที่ขึ้น กับแค่ระยะห่าง ( action-at-a-distance ) แต่เป็นสนามที่แผ่ไปในอวกาศและมีพลศาสตร์ในตัวมันเอง ในทฤษฎีสนามจึง ละทิ้ง concept พลังงานศักย์ที่สะสมที่ตัวอนุภาคตามกระบวนทัศน์ I. แต่มองว่าเป็น พลังงานสนาม ( field energy ) ที่สะสมอยู่ในตัวสนามทั่วทั้งอวกาศและถ่ายทอดให้กับอนุภาคกลายเป็นพลังงานจลน์ของอนุภาค เช่น การแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ผ่านอวกาศสามารถให้ความร้อนและการเคลื่อนไหวต่างๆ ในโลก สำหรับวิชาไฟฟ้าพลศาสตร์ที่ประจุ ต้นกำเนิดสนามเคลื่อนที่ได้ นอกจากมีพลังงานสนามไฟฟ้าในรูปบรรทัดที่สามของ ( 4 ) แล้วยังมีพลังงานสนามแม่เหล็กด้วย [1 ( หน้า 236-237)] แต่วิชาไฟฟ้าสถิตมีเฉพาะพลังงานสนามไฟฟ้าเท่านั้น โดยเป็นสิ่งเดียวกับพลังงานศักย์ตามสมการ ( 4 ) (ซึ่งแสดงโดยสัญลักษณ์
ปที่ 1 แสดงกระบวนทัศน์ในการมองพลังงานกล 2 แบบ คือ แบบกลศาสตร์ (ด้านบน) กับ แบบทฤษฎีสนาม (ด้านล่าง)
ตามกระบวนทัศน์แบบทฤษฎีสนามนี้ ในวิชาไฟฟ้าสถิตมีการถ่ายเทพลังงานตามแผนผัง ( 7 ) ดังที่บรรยายตรงย่อหน้าต้น บทความว่า พลังงานของระบบอยู่ทั้งในสนามของแรง นั่นคือ พลังงานสนาม และอยู่ทั้งในอนุภาค นั่นคือ พลังงานจลน์ และมีการถ่ายเทไปมาระหว่างพลังงานทั้งสองรูปนี้ในระบบ อนึ่ง ในขอบเขตของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป สนามความโน้มถ่วง เป็นความโค้งของอวกาศและเวลา ดังนั้นจึงมีพลังงานอีกชนิดหนึ่งอยู่ในโครงสร้างเรขาคณิตของอวกาศเวลา นั่นคือ พลังงานสนามความโน้มถ่วง ปฏิทรรศน์ ( paradox ) ระหว่างพลังงานศักย์กับพลังงานสนามในวิชาไฟฟ้าสถิต พิจารณาระบบจุดประจุ
โดยที่ดัชนี
เราจะพยายามเขียน ( 9 ) ในรูปสนามไฟฟ้า โดยขยาย การอินทิเกรตปริมาตรของก้อนประจุต้นกำเนิด ให้เป็นการอินทิเกรต ทั่วทั้งอวกาศ และใช้สมการปัวซงของศักย์กับการอินทิเกรตแยกส่วนจัดรูปดังนี้
เนื่องจากความเข้มสนามจะอ่อนลงจนเป็นศูนย์ในบริเวณที่ห่างจากประจุต้นกำเนิดเป็นระยะอนันต์ เราจึงสามารถละพจน์ผิว ( surface term ) ที่เป็นพจน์ที่สองในบรร ทัดที่สองของ ( 10 ) ได้ ส่วนดัชนี พิจารณาระบบ 2 ประจ ุ ลำดับด้วย
ซึ่งเราได้ละพจน์ผิวไป และพอจะมีทฤษฎีบท
โดยอินทิกรัล ( 10 ) เป็นเอกฐาน ( singular ) มีค่าลู่ออก สังเกตว่าการเขียน
เห็นได้ชัดว่าสาเหตุที่ ( 14 ) ไม่ตรงกับ ( 11 ) ก็เพราะมีการเพิ่มพจน์เอกฐานนี้เข้ามา เมื่อย้อนกลับไปที่ ( 8 ) -> ( 10 ) ถามว่าในขั้นตอนใดเป็นจุดที่มีการเพิ่มพจน์เอกฐานนี้ ? คำตอบคือ ขั้นตอนแรกที่เปลี่ยนผลบวก ( 8 ) ให้เป็นอินทิกรัล ( 9 ) นั่นเอง [2 ( หน้า 97)] โดยพจน์เอกฐานนี้ไม่มีปัญหาในเครื่องหมายอินทิเกรต เพราะภายใต้
โดยที่
ก็จะได้ว่า
ดังนั้น ใน อินทิกรัล ( 9 ) ได้นับรวมพจน์เอกฐานนี้ไว้แล้ว ในขณะที่ผลบวก ( 8 ) ไม่ได้นับรวม น่าสนใจว่าพจน์เอกฐานที่ไม่มีในรูปของพลังงานศักย์ เอกสารอ้างอิง [1] J. D. Jackson , Classical Electrodynamics (John Wiley & Sons, 2 nd ed., 1975). [2] D. J. Griffiths, Introduction to Electrodynamics (Prentice-Hall, 2 nd ed., 1989). |




,
, 
( 2 )
( 4 )
( 5 )
( 8 )
( 9 )
( 10 )
( 11 )
( 12 )
( 13 )
( 14 )